สายใยอาหารในระบบนิเวศป่าชายเลน

ระบบนิเวศป่าชายเลนเป็นระบบนิเวศที่มีความซับซ้อน ประกอบด้วยพืชและสัตว์ที่แตกต่างกันหลายชนิด สัตว์และพืชเหล่านี้เป็นส่วนประกอบที่มีบทบาทร่วมกัน และมีความเชื่อมโยงกันในเรื่องของความสัมพันธ์ในลำดับขั้นการกินอาหาร (tropic relationship) โดยส่วนประกอบแต่ละส่วนจะกินส่วนประกอบอื่นเป็นอาหาร หรือถูกกินโดยส่วนประกอบอื่นๆ ในระบบนิเวศ ซึ่งสิ่งมีชีวิตต่างๆ สามารถรวมกลุ่มเข้าด้วยกันโดยใช้ชนิดอาหารเป็นตัวแบ่ง การจำแนกสิ่งมีชีวิตออกตามระดับชั้น คือ

1. ผู้ผลิตขั้นต้น ป่าชายเลนและพืชอื่นๆ เป็นผู้ผลิตขั้นต้นในระบบนิเวศป่าชายเลน สิ่งมีชีวิตกลุ่มนี้จะเปลี่ยนแสงอาทิตย์เป็นพลังงาน พวกนี้จะเป็นสมาชิกชั้นสูงสุดของการกินอาหาร

2. ผู้ย่อยสลาย สิ่งมีชีวิตกลุ่มนี้ ได้แก่ แบคทีเรียและรา มันจะกินของเสีย เช่น พืชและสัตว์ที่ตายแล้ว

3. ผู้บริโภคขั้นต้น ได้แก่ herbivores ซึ่งกินพืชที่เป็นผู้ผลิตขั้นต้นเป็นอาหาร

4. ผู้บริโภคลำดับที่สอง คือ พวก carnivores ที่กินผู้บริโภคขั้นต้นและผู้ย่อยสลายเป็นอาหาร

5. ผู้บริโภคลำดับที่สาม คือ พวก carnivores ที่กินผู้บริโภคลำดับที่สองและผู้ย่อยสลายเป็นอาหาร

ในอดีตที่ผ่านมานั้น นักวิทยาศาสตร์อธิบายความสัมพันธ์ของลำดับชั้นการกินอาหารในระบบนิเวศป่าชายเลนนั้นในรูปของห่วงโซ่อาหาร (food chain) แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของส่วนต่างๆ ในห่วงโซ่อาหาร ดังนี้

1. ต้นไม้ป่าชายเลน (ผู้ผลิตขั้นต้น) เปลี่ยนแสงอาทิตย์ภายในวัสดุพืชมีชีวิต

2. ใบและส่วนประกอบอื่นๆ ของพืชหล่นจากต้นป่าชายเลน เกิดเป็นเศษใบกองอยู่บนพื้นป่าชายเลน

3. ใบพืชถูกชะล้างเข้าสู่ทางน้ำป่าชายเลน แบคทีเรียและราก็ย่อยสลายใบพืชนี้

4. ในทางน้ำ detritivores หรือผู้กินซากพืช ซากสัตว์ (ผู้บริโภคลำดับที่สอง) กินกลุ่มสิ่งมีชีวิตผู้ย่อยสลาย

5. พวกที่กินสัตว์อื่นเป็นอาหาร (ผู้บริโภคลำดับที่สอง) กินผู้ย่อยสลาย พวกที่กินสัตว์อื่นเป็นอาหารซึ่งมีขนาดใหญ่กว่า (ผู้บริโภคลำดับที่สาม) กินพวกที่กินสัตว์อื่นเป็นอาหารที่มีขาดเล็กกว่า

6. ผู้ย่อยสลาย สัตว์กินอินทรีย์สาร และสัตว์ที่กินสัตว์อื่นเป็นอาหารตายและตกอยู่ในพื้นล่างของทางน้ำ ตรงนี้ผู้ย่อยสลายจะทำหน้าที่ของมัน

ห่วงโซ่อาหารเบื้องต้นในป่าชายเลน

ห่วงโซ่อาหารในป่าชายเลนมีการถ่ายทอดพลังงานและอาหารเช่ นเดียวกับระบบนิเวศอื่น สารอาหารดังกล่าวคือ มีการถ่ายทอดไปตามลำดับขั้นของการกินอาหารภายในระบบนิเวศกล่าว โดยผู้บริโภคได้รับพลังงานจากผู้ผลิต โดยการกินต่อกันเป็นทอดๆ ขบวนการนี้มีความสําคัญมากต่ อสิ่งมีชีวิต เนื่องจากอาหารที่ถูกกินเข้ าไปจะถูกนําไปใช้ ในการเจริญเติบโต และการสืบพันธุ? รวมทั้งกระบวนการทํางานต่ างๆ ของร่ างกาย การถ่ ายทอดพลังงานที่ได้ จากอาหารจากสิ่งมีชีวิตหนึ่งไปยังสิ่งมีชีวิตอีกชนิดหนึ่งใน การถ่ายทอดพลังงานและอาหารจากผู้ ผลิตไปยังผู้ บริโภค จะไม่ ถึง 100 เปอร?เซ็นต? เนื่องจากพลังงานบางส่ วนจะถูกนําไปใช้ ในกิจกรรมต่ างๆ ในการดํารงชีวิต ทําให้ มีพลังงานเพียง 10% เท่ านั้นที่ถูกส่ งต่ อไปยังสิ่งมีชีวิตหรือผู้ บริโภคที่อยู่ ระดับสูงสุด เมื่อมีห่วงโซ่อาหารหลายๆ ห่วงโซ่อาหารก็จะเกิดเป็นสายใยอาหารขึ้น ในธรรมชาติการถ่ายทอดพลังงานและสารอาหารไม่เป็นสายตรงเสมอไป เพราะสิ่งมีชีวิตหนึ่งอาจกินอาหารได้หลายชนิด และขณะเดียวกันอาจตกเป็นเหยื่อของผู้ล่าชนิดอื่นๆ อีกหลายชนิดเช่นกัน ดังนั้น ห่วงโซ่อาหารของแต่ละระบบนิเวศ จึงมีความสัมพันธ์กันโดยมีการกินข้ามห่วงโซ่อาหาร การถ่ายทอดพลังงานจึงมีความซับซ้อนมากขึ้นและสัมพันธ์เกี่ยวโยงไปมาหลายห่วงโซ่อาหาร ความสัมพันธ์ในลักษณะการกินที่เกี่ยวโยงกัน และมีความซับซ้อนนี้เรียกว่า สายใยอาหาร (Food Web) หรือข่ายใยอาหาร สายใยอาหารประกอบด้วยห่วงโซ่อาหารหลายสายเชื่อมโยงกัน แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตในชุมชนที่มีต่อกันอย่างซับซ้อน

clip_image002

ส่วนต่างๆ ในระบบนิเวศป่าชายเลนมีความสัมพันธ์ภายในซึ่งกันและกันทำให้เกิดสายใยอาหารที่ซับซ้อน ดังคำอธิบายด้านล่างนี้

1. ต้นไม้ป่าชายเลน (ผู้ผลิตขั้นต้น) เปลี่ยนแสงอาทิตย์ภายในวัสดุพืชมีชีวิต

2. ใบและส่วนประกอบอื่นๆ ของพืชหล่นจากต้นป่าชายเลน เกิดเป็นเศษใบกองอยู่บนพื้นป่า ชายเลน

3. ใบพืชจำนวนมากถูกกินหรือฝังโดยปูที่กินใบพืชเป็นอาหาร

4. ใบพืชที่ถูกฝังนี้มีวัสดุพืชมากกว่าที่คิดกันไว้ ใบพืชนี้จะถูกย่อยโดยปูและผู้ย่อยสลาย ดังนั้น ธาตุอาหารยังคงอยู่ในป่าชายเลน ธาตุอาหารเหล่านี้ถูกใช้โดยป่าชายเลนเพื่อการเจริญเติบโต

5. ใบที่ยังคงอยู่ก็จะถูกชะล้างลงสู่ทางน้ำ แบคทีเรียและราผู้ย่อยสลายก็จะกินใบเหล่านี้ ทำให้ใบหายไป

6. ในทางน้ำ ผู้กินอินทรีย์สาร (ผู้บริโภคลำดับที่สอง) กินกลุ่มผู้ย่อยสลาย

7. พวกที่กินสัตว์อื่นเป็นอาหาร (ผู้บริโภคลำดับที่สอง) กินพวกที่กินผู้กินอินทรีย์สารเป็นอาหาร พวกที่กินสัตว์อื่นเป็นอาหารขาดใหญ่ (ผู้บริโภคลำดับที่สาม) ก็กินสัตว์ที่มีขาดเล็กกว่า ซึ่งกินสัตว์อื่นเป็นอาหาร

8. สัตว์ที่กินสัตว์อื่นเป็นอาหารขนาดใหญ่บางชนิด เช่น ปลา (mangrove snapper) เคลื่อนที่เข้าสู่ป่าชายเลนขณะน้ำขึ้นเพื่อกินปูที่กินพืชเป็นอาหาร พวกปลาเหล่านี้มักจะเป็นผู้บริโภคลำดับที่สาม ซึ่งกินสัตว์ที่กินพืชเป็นอาหารโดยตรง ดังนั้น มันมีความสัมพันธ์โดยตรงระหว่างผลผลิตขั้นต้นในป่าชายเลนและสัตว์ขนาดใหญ่ที่กินสัตว์อื่นเป็นอาหาร

9. ผู้ย่อยสลาย สัตว์กินอินทรีย์สาร สัตว์กินพืช และสัตว์ที่กินสัตว์อื่นเป็นอาหารตายและตกอยู่ในพื้นล่างของทางน้ำ ตรงนี้ผู้ย่อยสลายจะทำหน้าที่ของมัน

สายใยอาหารนี้มีความซับซ้อนมากกว่าโมเดลห่วงโซ่อาหารอย่างง่ายที่กล่าวมา คือ

1. สัตว์ที่กินพืช (ปูกินใบพืช) มีความสำคัญมาก

2. ผลผลิตจำนวนมากของป่าชายเลน เช่น ใบพืช ยังคงอยู่ในป่าชายเลน ปูที่ฝังใบป่าชายเลนเป็นผู้กระทำในข้อนี้ การกระทำนี้มีผล 2 ประการ คือ

มีปริมาณธาตุอาหารจำนวนมากให้ต้นไม้ป่าชายเลนใช้ ทำให้มีการเจริญเติบโตมากขึ้นและมีผลผลิตขั้นต้นมากขึ้น

มีส่วนของพืชจำนวนน้อยถูกชะล้างลงทางน้ำ ซึ่งความแรงของน้ำขึ้นน้ำลงสามารถชะส่วนต่างๆ ของพืชที่หล่นลงน้ำออกจากระบบนิเวศป่าชายเลนไปสู่แหล่งที่อยู่อื่น ซึ่งหมายความว่า ผลผลิตป่าชายเลนบางส่วนหายไปสู่ระบบนิเวศอื่น เช่น แนวปะการังและทะเลเปิด

3. ผู้ล่าขนาดใหญ่สามารถกินปูที่กินพืชนี้โดยตรง ซึ่งบางทีความเชื่อมโยงในสายใยอาหารอาจเป็นความเชื่อมโยงทางอ้อม

ลำดับขั้นของสายใยอาหารที่กล่าวในที่นี้มีความเรียบง่ายสูง ซึ่งความซับซ้อนและความสัมพันธ์ภายในระบบนิเวศป่าชายเลนมีมากกว่านี้ บางทีนักเรียนอาจจะต้องอ่านหนังสือหรืองานวิจัยเกี่ยวกับสายใยอาหารในระบบนิเวศป่าชายเลนเพิ่มเติม

ระบบนิเวศป่าชายเลน

 

พิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยา ๕๐ พรรษา สยามบรมราชกุมารี